น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ มีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไรบ้าง ข่าวน่ารู้ อัพเดทสถานการณ์ เรื่องเล่า สาระความรู้ คู่ความบันเทิง
Category

น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ มีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไรบ้าง

                  ในปัจจุบันเราคงจะสังเกตเห็นกันบ้างละว่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้เติมเครื่องยนต์มีหลายประเภทเหลือเกิน แล้วแต่ละประเภทมีข้อดี และมีส่วนผสมต่างกันอย่างไร บ้างก็เห็นว่าในชนิดของน้ำมันประเภทเดียว แต่ได้แยกสูตรออกไป ทำให้มีราคาที่แตกต่างกัน และรถยนต์แต่ละคันเหมาะกับน้ำมันชนิดไหนบ้าง วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

ประเภทของน้ำมันเชื้อเพลิง

                  ในประเทศไทยของเราที่เห็นตามปั้มน้ำมันจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงให้เลือกเติมกันหลากหลาย และมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ เบนซิน และ ดีเซล แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร มาดูคุณสมบัติของน้ำมันทั้งสองชนิดนี้กันเลย

น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน

                  เป็นน้ำมันดิบหรือที่เรียกว่า ออกเทน มีค่าความเข้มข้นสูง มีการเผาไหม้เชื้อเพลงที่แรงและมีคุณภาพ

เบนซิน ออกเทน 95

                  มีค่าไอโซออกเทน 95 % และผสมเฮปเทน 5 % ซึ่งค่าออกเทนสูงแบบนี้จะมีประสิทธิภาพและเสถียรที่สุด ทำให้ไม่มีปัญหาเครื่องน็อค เครื่องยนต์เดินเรียบ ไม่มีสะดุด  สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทุกประเภท

เบนซิน ออกเทน 91

                  เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของค่าออกเทนอยู่ 91% จึงมีสมรรถนะการตอบสนองการขับขี่ที่ต่ำกว่า ออกเทน 95 อยู่สักหน่อย แต่เมื่อได้ลองใช้งานจริง ๆ ก็แทบจะไม่เห็นความแตกต่างกันมากนัก

เบนซิน (GASOLINE)

                  เป็นน้ำมันที่ได้จากการปรับแต่งคุณภาพ เช่น การเพิ่มค่าออกเทน การปรับแต่งสารเคมีที่จะกัดกร่อนเครื่องยนต์ทำให้เป็นสนิม ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถของเครื่องยนต์ และอัตราการเร่งก็ไม่ได้ลดหลั่นต่างจากค่าออกเทน 95 หรือ 91

                  นอกจาก 3 ชนิดดังที่ยกตัวอย่างมานี้ ยังมีการพัฒนาในสูตรต่าง ๆ อย่างเช่น น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85 ที่มีราคาต่ำลง เหมาะกับรถยนต์ FFV (Flexible Fuel Vehicle) เท่านั้น เพราะมีการระเหยสูง และมีการเผาไหม้ที่ไวมาก ทำให้รู้สึกว่าต้องเติมน้ำมันชนิดนี้บ่อยขึ้น

น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล

                  เป็นน้ำมันที่เรียกว่าน้ำมันใส มีจุดเดือดสูงอยู่ที่ประมาณ 180-370 องศาเซลเซียส เป็นน้ำมันที่กลั่นมาจากน้ำมันดิบเช่นเดียวกันกับเบนซิน แต่มีอัตราในการเผาไหม้ได้เร็ว และเครื่องยนต์ดีเซลก็มีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดได้ด้วยตัวเอง ปัจจุบันน้ำมันดีเซลที่ใช้อยู่ในประเทศไทยจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (HSD: High Speed Diesel Oil)

                  เป็นน้ำมันชนิดที่มีรอบหมุนเร็วเกิน 1,000 รอบต่อนาที ในตลาดจะเป็นที่รู้จักกันในชื่อของน้ำมันโซล่า มักใช้กับยานยนต์ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เรือประมง เรือโดยสาร และเครื่องยนต์หนักทุกชนิดที่มีรอบการหมุนเกิน 1,000 รอบต่อนาที

น้ำมันดีเซลหมุนช้า (LSD: Low Speed Diesel Oil)

                  ใช้กับเครื่องยนต์ทุกชนิดที่มีรอบหมุนประมาณ 500 – 1,000 รอบต่อนาที และมีการระเหยช้ากว่า เป็นน้ำมันที่ได้จากการผสมน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเตา

                  นอกจากนี้น้ำมันดีเซลยังมีการพัฒนาให้เป็นเกรดพรีเมี่ยมในชื่อต่าง ๆ เช่น ไบโอดีเซล B7 B10 และ B20 ที่เพิ่มสารเติมแต่งให้มีคุณภาพสูงขึ้น ชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์และป้องกันสนิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีราคาประหยัดลง

                  ตอนนี้ก็พอจะรู้จักน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภทกันมากขึ้นแล้ว ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป จึงไม่เหมาะสมกับรถยนต์บางรุ่น และโดยเฉพาะน้ำมันชนิดที่พัฒนาสูตรขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถรองรับกับเครื่องยนต์รุ่นเก่าได้เลย หากใครสนใจอยากจะเปลี่ยนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพราะอยากประหยัด มีราคาถูกกว่า ให้ศึกษารุ่นกับชนิดกับน้ำมันก่อน เพราะอาจจะมีปัญหาเครื่องน๊อค เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น และสตาร์ทติดยากได้

เครดิตภาพ : scimath.org / pixabay.com

#ประเภทของน้ำมันเชื้อเพลิง #น้ำมันเชื้อเพลิง #สาระน่ารู้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *