พัฒนาการของดนตรีร็อคยุค 70 ข่าวน่ารู้ อัพเดทสถานการณ์ เรื่องเล่า สาระความรู้ คู่ความบันเทิง
Category

พัฒนาการของดนตรีร็อคยุค 70

         ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 จากจุดเริ่มต้นของดนตรีร็อคตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ดนตรีร็อคได้พัฒนาต่อเนื่องมาเป็นปอบร็อค ลาตินร็อค การาจร็อค บลูร็อค โฟล์คร็อคและ            ไซคีเดลิคร็อค

ปลายทศวรรษ 1960 มีการเกิดขึ้นของดนตรีโปรเกรสซีฟร็อค (Progressive Rock) ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกว่าอาร์ทร็อค (Art Rock) เป็นรูปแบบดนตรีที่ล้ำหน้ากว่าการใช้สูตรสำเร็จด้านดนตรีที่มีมาแต่เดิม โดยมีการทดลองกับเครื่องดนตรีที่แตกต่างไป, ประเภทของเพลงและแนวคิดรูปแบบใหม่    

        การรวมเอาเครื่องดนตรีฮาปซิคอร์ด, เครื่องลมและเครื่องสายมาใช้ในการบันทึกเสียงเพื่อสร้างรูปแบบของบาร็อกร็อค (Baroque Rock) เช่นเพลง “A Whiter Shade of Pale” ของ Pocol Harum ในปี 1967

วงดนตรี The Moody Blues ทำดนตรีร็อคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคีตกวีบาช (Bach) โดยใช้วงออเคสตราเต็มรูปแบบในอัลบั้ม “Days of Future Passed” ปี 1967 และได้สร้างเสียงดนตรีออเคสตราด้วยเครื่องซินทิไซเซอร์มาประกอบ

         รูปแบบดนตรีโปรเกรสซีพร็อคที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะใช้คีย์บอร์ดและซินทิไซเซอร์เป็นส่วนเสริมให้เสียงกีต้าร์เบสและกลองที่เป็นเครื่องดนตรีปกติของร็อค

         แม้แต่ด้วยเครื่องดนตรีแบบธรรมดาแต่การแต่งเพลงที่มีเนื้อร้องที่มีแนวคิดทางนามธรรมหรืออิงกับเรื่องราวในนิยายแฟนตาซีและวิทยาศาสตร์ เช่น เพลง “Arthur หรือ “The Decline and Fall of the British Empire” ในปี 1969 ของ The Kinks นำเสนอรูปแบบของร็อคโอเปราและเปิดประตูสู่คอนเซปอัลบั้มที่มักจะเล่าเรื่องราวมหากาพย์หรือธีมที่ยิ่งใหญ่

         อัลบั้มของ King Crimson ในปี 1969 “In the Court of the Crimson King” ซึ่งผสมริฟฟ์ของกีตาร์อันทรงพลังและเมลโลตรอนเข้ากับดนตรีแจ๊สและดนตรีซิมโฟนิค มักถูกนำมาใช้ในการบันทึกเสียงหลักในดนตรีแนวโปรเกรสซีฟร็อคของพวกเขา

         วงดนตรี Pink Floyd ประสบความสำเร็จทางพาณิชย์มากขึ้นเนื่องจากพวกเขาเปลี่ยนแนวดนตรีจากไซเคเดเลีย (Psychedelia) ภายหลังจากการจากไปของซิด บาร์เรต (Syd Barrett) ในปี 1968 ด้วย อัลบั้ม “The Dark Side of the Moon” ในปี 1973 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของดนตรีโปรเกรสซีพร็อคและเป็นหนึ่งในผลงานที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

         วงดนตรี Yes ความสามารถในการเล่นดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคโดยทักษะอันยอดเยี่ยมของมือกีตาร์สตีฟ ฮาว (Steve Howe) และมือคีย์บอร์ดริค เวคแมน (Rick Wakeman)

         ในขณะที่ Emerson, Lake & Palmer เป็นวงโปรเกรสซีฟร็อคที่ผลิตงานประเภทที่มีรูปแบบทางเทคนิคมากที่สุดในดนตรีประเภทนี้

         Jethro Tull และ Genesis ต่างก็สร้างดนตรีโปรเกรสซีพร็อคในแบบอังกฤษออกมา ซึ่งมีความแตกต่างออกไป

         วงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคจากอังกฤษส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงที่ค่อนข้างเล็ก มีเพียงไม่กี่วงซึ่งรวมถึง Pink Floyd, Genesis และ Jethro Tull ที่สามารถสร้างซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกาได้

         ส่วนวงดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคอเมริกันมีหลากหลายตั้งแต่ Frank Zappa, Captain Beefheart และ Blood, Sweat & Tears ไปจนถึงวงดนตรีวงอื่นๆ เช่น Boston, Foreigner, Kansas, Journey และ Styx ที่ต่างได้รับอิทธิพลของดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคและพวกเขามีการแสดงและผลงานที่ประสบความสำเร็จทางการค้ามากที่สุดในทศวรรษ 1970

ดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคส่งผลให้อัลบั้มอย่าง Tubular Bells ของ Mike Oldfield ในปี 1973 ทำสถิติความนิยมทั่วโลกครั้งแรกของ Virgin Records ซึ่งกลายเป็นแกนนำของดนตรีประเภทนี้

ดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคมีความสำคัญอย่างยิ่งในทวีปยุโรปทำให้วงดนตรีของยุโรปอย่าง Kraftwerk, Tangerine Dream, Can และ Faust สามารถเอาชนะอุปสรรคทางภาษาได้ 

         การกำเนิดของพังก์ร็อค (Punk Rock) และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ทำให้โปรเกรสซีฟร็อคถูกมองว่าเป็นพวกอวดรู้และอวดดี วงดนตรีหลายวงเลิกรากันไป แต่วงดนตรีอย่าง Genesis, ELP, Yes และ Pink Floyd ยังทำผลงานติดอันดับท็อปเท็นเป็นประจำพร้อมกับมีทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จ

         วงดนตรีบางวงที่เกิดขึ้นหลังจากพังก์เช่น Siouxsie and the Banshees, Ultravox และ Simple Minds แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของดนตรีโปรเกรสซีฟร็อคเช่นเดียวกับอิทธิพลของพังก์ที่เป็นที่นิยมมากกว่า

         ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 แจ๊สร็อคได้กลายเป็นแนวเพลงที่แตกต่างจากบลูร็อค,  ไซคีเดลิกและโปรเกรสซีฟร็อค โดยผสมผสานพลังของร็อคเข้ากับความซับซ้อนทางดนตรีและองค์ประกอบของดนตรีแจ๊ส

         นักดนตรีร็อคในยุคแรกๆ ของสหรัฐอเมริกาหลายคนเริ่มเล่นดนตรีแจ๊สและนำองค์ประกอบเหล่านี้ไปใช้ในดนตรีของตน ในสหราชอาณาจักรเพลงบลูส์ร็อคจากศิลปินชั้นนำหลายคนเช่น Ginger Baker และ Jack Bruce จากวง Cream ที่มี Eric Clapton ร่วมอยู่ด้วย มีจุดเริ่มต้นมาจากวงการดนตรีแจ๊สของอังกฤษ

         วงดนตรีกลุ่มแรกๆที่บอกว่าพวกตนคือแจ๊สร็อคคือ วงดนตรีร็อคผิวขาวแนว R&B ที่ใช้เครื่องเป่าที่มีชีวิตชีวาเช่น Electric Flag, Blood, Sweat & Tears และ Chicago ซึ่งประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์มากที่สุดในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970

         ดนตรีร็อคจากอังกฤษที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันจากพื้นฐานของบลูและใช้ประโยชน์จากแนวด้นสดของดนตรีแจ๊ส อย่างเช่นวง Nucleus และเกรแฮม บอนส์ (Graham Bonds) และจอห์น เมย์ออล (John Mayall)  

          ศิลปินแจ๊สที่ได้รับอิทธิพลจากร็อคคนต่อๆมาได้แก่ Herbie Hancock, Chick Corea และ Weather Report ดนตรีแจ๊สร็อคเริ่มจางหายไปในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เนื่องจากรูปแบบการหลอมรวมของดนตรีในแบบของ Steely Dan, Frank Zappa และ Joni Mitchell ได้ส่งอิทธิพลต่อดนตรีแจ๊สในช่วงเวลานี้และมีอิทธิพลสำคัญต่อดนตรีร็อคเช่นกัน

เครดิตภาพ Radio Times, University of Rochester, Always Good Rock

#ร็อคยุค 70 #ประวัติดนตรีร็อค #วงร็อคในตำนาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *